ข้อมูลยา

Levothyroxine

Posted On
Posted By penrudee1205

Levothyroxine มีขายในประเทศไทยภายใต้ชื่อการค้า Euthyrox(ยูไธร็อกซ์)

ส่วนประกอบ ยูไธร็อกซ์ 50ไมโครกรัม 1 เม็ด ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ ลีโวธัยร็อกซิน โซเดียม 50 ไมโครกรัม
ยูไธร็อกซ์ 100 ไมโครกรัม ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ ลีโวธัยร็อกซิน โซเดียม 100 ไมโครกรัม

Euthyrox
ยารักษาโรคฮอร์โมนไธรอยด์ต่ำ

ส่วนประกอบอื่นๆ: เมสซ์ สตาร์ช, ครอสคาราเมลโลส โซเดียม, เจลาติน, แลคโตส โมโนไฮเดรต, แมกนีเซียม เสตียเรต

ลักษณะผลิตภัณฑ์: ยูไธร็อกซ์ 50 ไมโครกรัม: เม็ดรูปกลมแบนสีขาว ขอบตัด มีขีดแบ่งครึ่งยาออกเป็น 2 ส่วนทั้งสองด้านด้านหนึ่งมีตัวอักษร EM อยู่ด้านบน และตัวอักษร 50 อยู่ด้านล่างรอยขีด
ยูไธร็อกซ์ 100 ไมโครกรัม : เม็ดรูปกลมแบนสีขาว ขอบตัด มีขีดแบ่งครึ่งเม็ดยาออกเป็น 2 ส่วนทั้งสองด้านด้านหนึ่งมีตัวอักษร EM อยู่ด้านบน และตัวอักษร 100 อยู่ด้านล่างรอยขีด

เภสัชพลศาสตร์/เภสัชจลนศาสตร์
คุณสมบัติ
ลีโวธัยร็อกซิน เป็นตัวยาสำคัญในยูไธร็อกซ์และเป็นธัยรอยด์ฮอร์โมนที่ได้จากการสังเคราะห์ซึ่งเหมือนกับธัยรอยด์ฮอร์โมนในร่างกาย (T4) โดยที่อวัยวะของร่างกายไม่สามารจำแนกความแตกต่างระหว่างฮอร์โมน t4 ตามธรรมชาติและลีโวธัยร็อกซินที่สังเคราะห์ขึ้นได้ เพราะฮอร์โมนทั้งสองมีการออกฤทธิ์ที่เหมือนกัน ลีโวธัยร็อกซินจะถูกเปลี่ยนเป็นไตร-ไอโอดีน-ไธโรนิน(T3) ที่อวัยวะในร่างกายและออกฤทธิ์ต่อตัวรับ T3

ลีโวธัยร็อกซิน ที่สังเคราะห์ขึ้นจะมีการออกฤทธิ์เหมือนกับฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมธัยรอยด์ในธรรมชาติลีโวธัยร็อกซินจะถูกเปลี่ยนเป็น T3 ที่อวัยวะในร่างกายซึ่งเหมือนกับฮอร์โมนในร่างกายและออกฤทธิ์อย่างเฉพาะเจาะจงต่อตัวรับ T3 โดยร่างกายจะไม่สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างลีโวธัยร็อกซินในร่างกายและที่สังเคราะห์ขึ้นได้

กลุ่มการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
ฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์

ATC CODE
H03A A01

คุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์
ภายหลังรับประทาน ลีโวธัยร็อกซินจะถูกดูดซึมในลำไส้เล็กส่วนบน การดูดซึมจะแปรตามสูตรของยาแต่ละตัวโดยมีค่าการดูดซึมสูงสุดประมาณ 80% ระยะเวลาที่ยามีความเข้มข้นสูงสุดประมาณ 5-6 ชั่วโมงเมื่อรับรับประทานยา ยาจะเริ่มออกฤทธํิ์ประมาณ 3-5 วัน ลีโวธัยร็อกซินจับกับโปรตีนประมาณ 99.97% ซึ่งการจับกันไม่ได้เป็นแบบโควาเล้นท์ ดังนั้นการจับกันจึงมีการจับและปล่อยสลับกัน และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับมีปริมาณฮอร์โมนที่ไม่มีการจับกับโปรตีนในกระแสดลเือด เนื่องด้วยลีโวธัยร็อกซินมีการจับกับโปรตีน ดังนั้นจึงไม่สามารถกำจัดออกจากร่างกายโดยวิธีล้างไต หรือ haemoperfusion ค่าครึ่งชีวิตของการกำจัดาลีโวธัยร็อกซินมีค่ีาโดยเฉลี่ย 7 วัน ในผู้ป่วยที่มีภาวะที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ค่าครึ่งชีวิตค่าครึ่งชีวิตจะสั้นกว่า 3-4 วัน และในผู้ป่วยที่มีภาวะที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ ค่าครึ่งชีวิตของการกำจัดยาจะยาวกว่า ประมาณ 9-10 วัน ปริมาตรในการกระจายตัวของยามีค่าประมาณ 10 -12 ลิตรในตับจะมีปริมาณลีโวธัยร็อกซินประมาณ 1 ใน 3 ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นลีโวธัยร็อกซินในวีรัมอย่างรวดเร็ว ฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์จะถูกเมตาโบไลซ์ที่ตับ ไต สมอง และกล้อมเนื้อ สารเมตาโบไลซ์จะถูกขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระโดยมีค่าการกำจัดประมาณ 1.2 ลิตรต่อวัน

ข้อบ่งใช้

  • รักษาโรคคอพอกชนิดไม่ร้ายแรง ที่ต่อมธัยรอยด์ยังคงทำงานเป็นปกติ
  • ป้องกันการกลับเป็นใหม่อีกภายหลังการผ่าตัดโรคคอพอกซึ่งขึ้นอยู่กับระดับของฮอร์โมนภายหลังการผ่าตัด
  • ใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในภาวะที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติโดยเป็นการทดแทนฮอร์โมนจากต่อมธัยรอยด์ตามธรรมชาติเมื่อต่อมธัยรอยด์ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนได้อย่างเพียงพอ

ยูไธร็อกซ์ 50 ไมโครกรัม และยูไธร็อกซ์ 100 ไมโครกรัม ยังใช้ในการรักษา

  • ใช้ร่วมกับยาต้านธัยรอยด์อื่นๆ ในการรักษาภาวะที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานมากกว่าปกติคือเมื่อใช้ยาต้านธัยรอยด์เพื่อลดระดับฮอร์โมนจากต่อมธัยรอยด์จนระดับฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์ในเลือดเขาสู่ปกติแล้วให้ลีโวธัยรอกซินเพื่อปรับสมดุลย์ของระดับฮอร์โมน

ยูไธร็อกซ์ 100 ไมโครกรัม และ ยูไธรอกซ์ 150 ไมโครกรัม ยังใช้ในการรักษา

  • ใช้ในการวินิจฉัยภาวะการทำงานของต่อมธัยรอยด์

ขนาดยาที่แนะนำ และวิธีการใช้ยา
ควรรับประทานยูไธร็อกซ์ในขนาดยาตามที่แพทย์สั่ง หากไม่แน่ใจควรตรวจสอบกับแพทย์อักครั้งหนึ่งแพทย์จะพิจารณาขนาดยาจากผลการตรวจทางห้องปฎิบัติการและการตรวจประเมินทางคลินิก มีผู้ป่วยจำนวนมากมี T4 และ fT4 ในระดับที่เพิ่มขึ้น ระดับความเข้มข้นในเลือดพื้นฐานของฮอร์โมนกระตุ้นการในสัปดาห์แรกของการรักษาแพทย์จะนัดตรวจทางห้องปฎิบัติการเพื่อปรับขนาดยา

ในเด็กแรกเกิด หรือทารกที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติตั้งแต่แรกเกิด เนื่องจากมีความจำเป็นต้องทดแทนระดับฮอร์โมนอย่างรวดเร็วจึงควรเริ่มการรักษาในขนาด 10 – 15 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ในช่วง 3 เดือนแรก จากนั้นปรับขนาดยาตามผลทางคลินิก ระดับฮอร์โมนธัยรอยด์ และระดับ TSH

ในผู้สูงอายุ ควรระมัดระวังการรักษาด้วยฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์เป็นพิเศษ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดและผู้ป่วยที่มีภาวะที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติอย่างรุนแรงหรือเรื้อรัง การรักษาควรเริ่มให้ขนาดยาที่ต่ำก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดอย่างช้าๆ และเว้นระยะห่างในการปรับขนาดยาแต่ละครั้งพร้อมกับตรวจระดับฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์เป็นประจำ อาจพิจารณาให้ขนาดยาในการรักษาต่อเนื่องในขนาดที่ต่ำกว่าขนาดที่ต้องการในการรักษาระดับ TSH ที่ผิดปกติ

การบริหารยา
รับประทานยาวันละ 1 ครั้ง ขณะท้องว่างในตอนเช้า (อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนอาหารเช้า) ดื่มน้ำตามเล็กน้อย(ประมาณครึ่งแก้ว)

ระยะเวลาในการรักา
ระยะเวลาในการรักษาอาจแตกต่างกันขึ้นกับข้อบ่งใช้ในการรักษา แพทย์จะแจ้งให้ทราบถึงระยะเวลาในการรักษา

  • สำหรับโรคคอพอกที่ต่อมธัยรอยด์ยังคงทำงานเป็นปกติด การรักษาจะมีระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปีหากการรับประทานยาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการรักษาอาจพิจารณาการผ่าตัด หรือการกลืนแร่ในการรักษาเพิ่มเติม
  • สำหรับการรักษาทดแทนในภาวะที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ และหลังจากตัดต่อมธัยรอยด์ออกบางส่วนหรือทั้งหมด หรือการป้องกันการกลับมาเป็นโรคคอพอก อาจต้องทำการรักษาตลอดชีวิต

หากลืมรับประทายา
ห้ามเพิ่มขนาดรับประทานยา หากลืมรับประทานยาผู้ป่วยควรรับประทานยาในวันต่อไปในขนาดยาปกติ

ข้อห้ามใช้
ห้ามใช้ยูไธร็อกซ์ในกรณีต่อไปนี้

  • มีปฎิกริยาไวต่อส่วนประกอบของยานี้
  • ภาวะที่ต่อมอะดรีนัลทำงานน้อยเกินไปที่ยังไม่ได้รับการรักษามีการทำงานของต่อมอะดรีนัลผิดปกติ
  • ภาวะที่ต่อมพิทูอิทารีทำงานน้อยเกินไปที่ยังไม่ได้รับการรักษา
  • ภาวะที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานมากกว่าปกติดที่ยังไม่ได้รับการรักษา มีการสร้างฮอร์โมนจากต่อมไธรอยด์มากเกินไป
  • โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน

การรักษาโดยใช้ยูไธร็อกซ์ร่วมกับยาต้านธัยรอยด์อื่นในการรักษาภาวะที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานมากกว่าปกติเป็นข้อห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์

คำเตือนและข้อควรระวัง
ไม่ควรใช้ธัยรอยด์ฮอร์โมนสำหรับลดน้ำหนัก ในผู้ป่วยที่ต่อมํัยรอยด์ทำงานปกติ การรักษาด้วยลีโวธัยรอกซินไม่มีผลทำให้น้ำหนักลดลง ขนาดยาที่สูงเกินไปอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรง หรือเป็นอันตรายไม่มีผลทำให้น้ำหนักลดลง ขนาดยาที่สูงเกินไปอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรงหรือเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับสารอื่นๆในการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสารกลุ่มซิมพาโทมิเมติกเอมีน

ก่อนเริ่มการรักษาด้วยฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์ หรือก่อนทำการทดสอบการกดการทำงานของต่อมธัยรอยด์ ควรตรวจสอบหากพบโรคและอาการดังต่อไปนี้ ผู้ป่วยไม่ควรรับการรักษาหรือควรรักษาโรคหรืออาการนั้นๆ ก่อนเริ่มการรักษา

  • ปริมาณหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ
  • หัวใจล้มเหลว
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ (หัวใจเต้นเร็ว และไม่สม่ำเสมอ)

ดังนั้น ผู้ป่วยดังกล่าวจึงควรได้รับการตรวจระดับฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์เป็นประจำ

อันตรกิริยากับยาอื่น (Interactions with Other Medicaments)
หากผู้ป่วยรับประทานยาอื่นร่วมด้วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบ และหากผู้ป่วยได้รับการรักษษด้วยยาดังต่อไปนี้ควรแจ้งแพทย์ เนื่องจากยูไธรอกซ์อาจมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาเหล่านี้

  • ยาต้านเบาหวาน(ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด) ลีโวธัยร็อกซินอาจลดฤทธิ์ของยาต้านเบาหวาน ดังนั้นจึงควรตรวจระดับน้ำตาลเป็นประจำเมื่อเริ่มการรักษาด้วยฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์ และอาจจะต้องทำการปรับขนาดของยาต้านเบาหวานหากจำเป็น
  • อนุพันธ์ของยาคูมาริน(ยาที่ใช้ในการป้องกันการแข็งตัวของเลือด) ลีโวธัยร็อกซินอาจเพิ่มฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือด เนื่องจากลีโวธัยร็อกซินจะแทนที่การจับตัวของยาต้านการแข็งของเลือดกับพลาสมาโปรตีน ซึ่งอาจทำให้เสี่ยงต่อการเลือดออกโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ดังนั้นควรตรวจค่าการแข็งตัวของเลือดอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มรักษาด้วยฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์และระหว่างการรักษาถ้าจำเป็นจะต้องปรับขนาดยาต้านการแข็งตัวของเลือด

สภาวะการเก็บรักษา

เก็บในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส พ้นจากแสดงแดด ไม่ควรใช้ยาหลังวันหมดอายุ ควรเก็บยานี้ให้พ้นจากมือเด็ก

Please follow and like us:
error

Related Post

สั่งซื้อสินค้าหรือปรึกษาที่ไลน์ @mlk6030f ยกเลิก

%d bloggers like this: